เมื่อไหร่ที่ เรนเจอร์ส จะคว้าแชมป์ลีกสก็อตติช พรีเมียร์ชิพ ได้ และสิ่งที่ สตีเวน เจอร์ราร์ด ต้องการคือการรับถ้วยรางวัล

เมื่อ เรนเจอร์ส ของ สตีเวน เจอร์ราร์ด มี 18 คะแนนทิ้งห่างจากทีมอันดับสองเป็นที่แน่นอนแล้วที่จุดสูงสุดของ สก็อตติช พรีเมียร์ชิพ และเกมที่กำลังจะหมดลงพวกเขาจะได้ครองตำแหน่งแชมป์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2011 เมื่อใด

เมื่อไหร่จะถึงวันที่ยิ่งใหญ่ของพวกเขา

ข่าวดีสำหรับ เรนเจอร์ส และ สตีเว่น เจอร์ราร์ด คือชะตากรรมของพวกเขาทั้งหมดอยู่ในมือของพวกเขาเอง และสามารถปิดผนึกชัยชนะในรูปแบบที่สนุกสนานที่สุด หากผู้ท้าชิงที่ใกล้ที่สุดเของเขาอย่าง ซลติก ชนะเกมถัดไปกับทีมเยือนอย่าง ดันดี ยูไนเต็ด แม้แต้มสำหรับ เรนเจอร์ส กับ เซนต์เมียร์เรน ที่ ไอบร็อกซ์ ในวันเสาร์จะทำให้พวกเขามีโอกาสผนึกตำแหน่งในการแข่งขัน โอลด์ เฟิร์ม ในวันที่ 21 มีนาคมที่ ปาร์คเฮด

เรนเจอร์สามารถคว้าแชมป์ได้ในเร็วๆนี้หรือไม่

ใช่ พวกเขาทำได้ ซึ่งช่วงเวลาที่เร็วที่สุดคือการแข่งขันในวันอาทิตย์ ในขณะนี้พวกเขามีความได้เปรียบถึง 4 คะแนนจากการครองตำแหน่งแชมป์ในการคำนวณสถิติทางคณิตศาสตร์ ดังนั้นหาก เซลติก สามารถทำคะแนนกับ ดันดี ยูไนเต็ด และตราบใดที่ เรนเจอร์ส สามารถชนะ เซนต์ เมียร์เรน ได้ก็จะรับประกันได้ว่าพวกเขาจะได้ตำแหน่งแชมป์ในทันที

มีวิธีใดบ้างที่พวกเขาจะพลาดแชมป์

เป็นไปได้แน่นอน แต่แม้ว่า เรนเจอร์ส จะแพ้ทั้งเจ็ดเกมที่เหลือ และพวกเขาไม่ได้ลิ้มรสความพ่ายแพ้ในการแข่งขันลีกตลอดฤดูกาล ด้านของ เซลติก ก็ยังต้องการอย่างน้อยถึง 19 คะแนนพวกเขาจึงจะสามารถสร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนได้ ซึ่งมันค่อนข้างยากพอสมควรสำหรับฟอร์มการเล่นที่ลุ่มๆดอนๆของ เซลติก

เรนเจอร์ยังสามารถสร้างประวัติศาสตร์ได้หรือไม่

คุณคิดว่าการทิ้ง 8 แต้มในฤดูกาลจะทำให้ถ้วยรางวัลของการชนะในตำแหน่งแชมป์ที่เร็วที่สุดเปิดอยู่ แต่เปล่าเลยชัยชนะในปี 2017 ของ เซลติก ถูกผนึกไว้ด้วย 8 เกมที่จะต้องผ่านไปให้ได้ และต้องขอบคุณส่วนหนึ่งที่ อเบอร์ดีน ทีมอันดับสองแพ้ 10 เกมในการแข่งขันฤดูกาลนั้น และ เรนเจอร์ส จบด้วยการคว้า 39 คะแนนจากความเป็นผู้นำ

นั่นเท่ากับบันทึกของ เรนเจอร์ส ซึ่งต้องย้อนกลับไปในฤดูกาล 1928/29 เมื่อพวกเขาได้แชมป์ด้วยการสำรองชัยชนะไปถึง 8 เกม

แม้แต่ด้านของ สตีเวน เจอร์ราร์ด ที่ยังคงอยู่ยงคงกระพันก็ไม่ได้สร้างแบบอย่างใหม่ในประวัติศาสตร์ล่าสุด ซึ่ง เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ของ เซลติก ในการแข่งขันฤดูกาล 2016/17 ก็ไม่แพ้ใครในลีกทั้งซีซั่นอีกด้วย

ความจริงของ สโมสรเชฟฟีลด์ยูไนเต็ด ที่ไม่มีใครรู้มาก่อน !

สโมสรเชฟฟีลด์ยูไนเต็ด ถือว่าเป็นสโมสรที่เก่าแก่ก็ว่าได้ มีอายุถึง 131 ปี นับตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม ค.ศ1889 โดยผู้ก่อตั้งสโมสรนั้นคือนาย เซอร์ ชาร์ลส์ เคร็ก อดีต ประธานสโมสรของ เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ ที่ได้ใช้สนามเมื่อ 131 ปีเป็นรังเหย้าของสโมสร ก่อนที่ นาย เซอร์ ชาร์ลส์ เคร็ก จะได้ย้ายสนามของ เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ ไปยัง โอลีฟ โกรฟ จ่าถิ่นฐานเดิมคือสนาม บรามอลล์ ได้ทำการติดต่อหาสโมสรที่มีมาตรฐานและมีคุณภาพมาเช่าสนามเดิมต่อเพื่อไม่ให้เสี่ยสนามแห่งนี้ไป และในช่วงเวลานั้นถือว่าเป็นจังหวะที่เหมาะเจาะทางสโมสรเชฟฟิลด์ยูไนเต็ดก็ได้ติดต่อมาเช่าสนามแห่งนี้ ทำให้กลายเป็นสนามที่เก่าแก่ที่สุดของอังกฤษ

การยอมรับของแฟนบอลที่มีต่อสโมสรในเวลานั้น

แต่ถ้าหากมองถึงเรื่องผลงานการเล่นในยุคที่รุ่งเรืองที่สุดของสโมสรเชฟฟิลด์นั้น ก็คงไม่พ้นเมื่อ 40 ปีที่แล้วที่พวกเขานั้นคว้าแชมป์ลีกสูงสุดในฤดูกาล 1897-1897 ได้สำเร็จและต่อมาไม่นานก็ติดรองแชมป์ในปี 1896-97 และ 1899-1900 และเก็บแชมป์ต่างๆมากมายที่เรียกว่าเป็นยุคบุกเบิกที่ทุกคนต่างจับตามองสโมสรนี้เป็นอย่างมาก และผลงานช่วงหลังนั้นก็มันจบลงด้วยการตกชั้นและขึ้นชั้น จนแฟนบอลนั้นชินไปกับการที่เห็นสโมสรแห่งนี้ได้ ก้าวขึ้นไปสู่ลีกสูงสุดของอังกฤษและตกมาถึงลีกต่ำสุดของอังกฤษเช่นกัน

ความยากลำบาก ยุคแรกเริ่ม ของเชฟฟิลยูไนเต็ต

ความยากลำบากที่ต้องผ่านไปให้ได้

พอมาถึงในยุคเมื่อ 35 ปีที่แล้ว ระหว่างในปี ค.ศ 1975 ถึง 1981 เป็นช่วงที่สโมสรเชฟฟิลด์ยูไนเต็ดได้ถึงขั้นวิกฤตหนัก ภายใต้การคุมทีมของกุนซือชาวอังกฤษ จากที่จบอันดับที่ 6 ของดิวิชั่น 1 ฤดูกาล 1974 แต่ปีถัดมานั้นเลวร้ายกว่านั้นเหมือนฝันร้ายที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว ก็ได้ตกชั้นไปดิวิชั่น 2 และลงสู่ดิวิชั่น 3 ในเวลาอีกไม่นานจนกระทั่งพวกเขาต้องจบกับผลงานที่ย่ำแย่ที่สุดที่เคยมีมาคือตกไปดิวิชั่น 4 แต่โชคดีเหมือนตื่นจากฝันทำให้ขึ้นสู่ดิวิชั่น 2 เพียงไม่กี่ปี

เหมือนพระเจ้าประทานพรให้อีกครั้ง

ทางสโมสร เชฟฟิลด์ยูไนเต็ด ได้มีการเปลี่ยนผู้จัดการทีมคนใหม่ คือนาย เดฟ บาสเซตต์ ในปี 1988 เหตุผลที่เขาต้องเปลี่ยนผู้จัดการทีมนั้นเพราะว่าสโมสรถึงขั้นวิกฤตอีกครั้งที่ต้องตกไปสู่ดิวิชั่น 3 เช่นเคย และในคราวนี้เหมือนโชคชะตาของสโมสรนั้น ได้ชี้ทางมาถูก กลายเป็นว่านาย เดฟ บาสเซตต์ ได้พาสโมสรกลับสู่ลีกสูงสุดของอังกฤษได้อีกครั้งกลายเป็นเสียงฮือฮานะตอนนั้นเป็นอย่างมากกับความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของ เชฟฟิลด์ยูไนเต็ด หลังจากที่มืดมนหมดหนทางมาถึง 14 ปีกับการรอคอยที่ยาวนาน

อาถรรพ์ของสโมสร ที่ไม่เคยจะแก้ได้

แต่เวลาต่อมาไม่นานนั้นทางสโมสรก็ได้เปลี่ยนกุนซือคนใหม่คือนาย โฮเวิร์ด เคนดัลล์ หลังจากที่ ดฟ บาสเซตต์ ได้พาทีมตกชั้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เหมือนว่าจะไม่ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผู้จัดการทีม กลายเป็นว่าเข้าสู่ภาวะยากลำบากที่สุดของสโมสรที่เคยมีมา เหมือนมีอาถรรพ์บังตาของความสำเร็จที่พวกเขาต้องได้ เปลี่ยนผู้จัดการทีมซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ยังเหมือนเดิม ย่ำแย่ไปถึงการเงินพี่ไม่ตกถึงสโมสรเลย ทำให้สโมสรนั้นไม่มีปัจจัยหลักที่จะดึงผู้เล่นเสริมทัพให้แข็งแกร่งขึ้นในช่วงเวลานั้น
เพราะว่าพูดถึงในยุคนี้แล้วของสโมสรเชฟฟิลด์ยูไนเต็ด ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากถ้าเปรียบเทียบจากสมัยก่อน ที่เคยฝันร้ายและมืดมนมา เรียกว่าเกือบถึงกับต้องยุบสโมสรกันเลยทีเดียวแต่พวกเขาก็ผ่านกันมาได้กับความยากลำบากที่ต้องเจอและในปัจจุบันเชฟฟิวยูไนเต็ดนั้น ก็ได้เข้าสู่ลีกสูงสุดของอังกฤษได้เป็นที่เรียบร้อย แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์โดยรวมแล้ว อาจจะไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ในตอนนี้ในฤดูกาล 2020-2021 แต่พวกเขาก็ยังมีความเชื่อว่าพระเจ้าจะนำทางสู่ความสำเร็จให้พวกเขาเสมอ